คือการฟื้นฟูจากภายในด้วยพลาสม่าเกร็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วยเอง เป็นการรักษาบนพื้นฐานของกระบวนการรักษาตัวเองตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสารที่ได้จากการนำเลือดของตัวเองมาปั่นแล้วฉีดกลับเข้าไปในร่างกายตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการรักษา โดยผ่านกรรมวิธีการเฉพาะการปั่นด้วยเครื่องมือและเทคนิคพิเศษจากผู้ชำนาญการ

พลาสม่าเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) คือสารละลายที่มีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดที่สกัดมาจากเลือดทั้งตัว เกล็ดเลือดเป็นเซลล์เลือดขนาดเล็กที่มีโปรตีนที่เรียกว่าปัจจัยการเจริญเติบโต ซึ่งกระตุ้นกระบวนการสมานแผลของเนื้อเยื่อ PRP ใช้ในการรักษาโรคกระดูกและข้อเพื่อช่วยในการสมานแผลของข้อต่อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และเอ็นที่ได้รับบาดเจ็บ
การเตรียม PRP เริ่มจากการเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยแล้วนำไปหมุนในเครื่องปั่นเลือด (centrifuge) กระบวนการนี้จะช่วยแยกเกล็ดเลือดออกจากส่วนประกอบอื่น ๆ ของเลือด จากนั้นเกล็ดเลือดที่เข้มข้นจะถูกฉีดเข้าสู่บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
PRP ช่วยกระตุ้นการรักษาในเรื่องดังต่อไปนี้:
- กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่
- ลดการอักเสบ
- ปรับปรุงการไหลเวียนของเลือดไปยังพื้นที่ที่ได้รับบาดเจ็บ
PRP เป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่ในด้านโรคกระดูกและข้อ แต่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ การศึกษาพบว่า PRP สามารถช่วยรักษาสภาพต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น:
- โรคเส้นเอ็นอักเสบ (Tendinitis)
- โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)
- การบาดเจ็บที่เส้นเอ็น
- การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ
PRP เป็นการรักษาที่ไม่รุกรานมากนักและสามารถทำได้ในห้องตรวจของแพทย์ (กล่าวคือให้บริการแบบผู้ป่วยนอก) ใช้เวลาประมาณ 90 นาทีในการเตรียมตัว และโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมปกติได้ภายในไม่กี่วันหลังการรักษา
หากคุณกำลังพิจารณาการรักษาด้วย PRP สำหรับโรคกระดูกและข้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าเหมาะสมกับคุณหรือไม่ แพทย์จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพโรคที่รักษา ความรุนแรงของการบาดเจ็บ และการตอบสนองของแต่ละบุคคล ซึ่งบางประเด็นยังอยู่ในการวิจัย
คำแนะนำการดูแลผู้ป่วย (สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ)
สิ่งที่ควรทำหลังการฉีด PRP:
- พักผ่อน: หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักและการยกของหนักในช่วง 2-3 วันแรกหลังการฉีด PRP
- ประคบเย็น: ใช้ผ้าประคบเย็นที่จุดที่ฉีด 15-20 นาที หลาย ๆ ครั้งในแต่ละวันเพื่อลดอาการบวมและปวด
- ยกขาขึ้น: ยกบริเวณที่ฉีดสูงกว่าระดับหัวใจเมื่อทำได้
- เคลื่อนไหวเบา ๆ: การออกกำลังกายเบา ๆ และการเคลื่อนไหวช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและการสมานแผล แต่หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ทำให้เจ็บ
- กายภาพบำบัด: แพทย์อาจแนะนำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยในการฟื้นฟูและการรักษา [คลิกลิงก์ไปที่หน้าการดูแลหลังผ่าตัด]
- การติดตามผล: นัดหมายการตรวจติดตามกับแพทย์เพื่อประเมินความคืบหน้าและหารือเกี่ยวกับข้อกังวลต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยอาจจะมีหลังการฉีด PRP
สิ่งที่ไม่ควรทำหลังการฉีด PRP:
- การนวด: หลีกเลี่ยงการนวดที่จุดที่ฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- ความร้อน: ห้ามใช้ความร้อนประคบใน 48 ชั่วโมงแรก
- แอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่: หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่เป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังการฉีด เพราะสามารถรบกวนกระบวนการรักษาและการฟื้นฟูของร่ายกายได้
- การใช้ยาบางชนิด: หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจส่งผลกระทบต่อการสมานแผล เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำ และผู้ป่วยควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัว
- กิจกรรมหนัก: หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักและการยกของหนักในช่วง 2-3 วันแรกหลังการฉีด PRP
- การใช้ซาวน่าและอ่างน้ำร้อน: หลีกเลี่ยงการใช้ซาวน่าและอ่างน้ำร้อนอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังการฉีด PRP
อาการที่อาจพบหรือเกิดขึ้นได้หลังการฉีด PRP:
- อาการปวดและความไม่สบาย: การมีอาการปวดหรือไม่สบายที่จุดที่ฉีดเป็นเรื่องปกติในช่วง 2-3 วันแรก โดยปกติจะปวดไม่มากและสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ผ้าประคบเย็นและยาบรรเทาอาการปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป
- อาการบวม: การบวมที่จุดที่ฉีดสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะหายไปในไม่กี่วัน สามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ผ้าประคบเย็น
- รอยจุดฟกช้ำ: บางครั้งอาจพบรอยจุดฟกช้ำที่จุดที่ฉีด แต่จะหายไปเอง
- การฟื้นตัวที่ค่อยเป็นค่อยไป: ผลลัพธ์จาก PRP จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและอาการของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ
- การรักษาหลายครั้ง: บางกรณีอาจต้องทำการฉีด PRP หลายครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- ไม่ใช่วิธีที่ใช้รักษาในทุกกรณี: PRP ไม่สามารถรักษาทุกสภาพของโรคกระดูกและข้อได้ โดยทั่วไปจะให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดกับโรคอาการ เช่น tendinitis และการบาดเจ็บที่เส้นเอ็น
ข้อสังเกตเพิ่มเติม:
- ผลลัพธ์ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน: ผลลัพธ์จากการรักษาด้วย PRP อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจได้รับผลลัพธ์ที่ดีมาก ขณะที่บางคนอาจไม่ได้ผลมากเท่าที่คาดหวัง หรือ บางรายอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเลย ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้วย PRP
- PRP ไม่สามารถทดแทนการรักษาอื่น ๆ ได้: PRP มักใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัดและยา แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนกระบวนการรักษาโรคกระดูกและข้ออื่น ๆ ได้
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์: การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ดังนั้นการทำความเข้าใจในกระบวนการรักษาด้วย PRP และการจัดการความคาดหวัง ตลอดจนการปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการรักษาด้วย PRP
การให้บริการฉีดพลาสม่าเข้มข้นเกล็ดเลือด (PRP) โดย นายแพทย์ปรัชญา จรัสจิตวิไล มีดังนี้:
- โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis): เข่า, หัวไหล่
- โรคเส้นเอ็นอักเสบ (Tendinitis): ข้อศอก (Golf/Tennis), หัวไหล่ (Rotator Cuff – Tendinitis/การฉีกขาดบางส่วน)
PRP vs สเตียรอยด์:
การฉีดสเตียรอยด์มีผลบรรเทาอาการได้เร็วในระยะสั้น แต่จะมีอาการกลับมาอีกหลังจากนั้น เมื่อเทียบกับ PRP ที่ออกฤทธิ์ในการรักษาช้ากว่าแต่ยาวนานกว่า สเตียรอยด์จะเหมาะสมกับกรณีที่มีการอักเสบเฉียบพลันโดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการบรรเทาอาการปวดอย่างรวดเร็วเท่านั้น
ในบางพื้นที่ในร่างกายการฉีด PRP สามารถทำได้โดยการใช้เทคนิคการใช้อัลตราซาวด์เข้ามานำทางไปยังจุดตำแหน่งที่ต้องการฉีด PRP เพื่อประประสิทธิภาพในการฉีดที่แม่นยำ ถูกต้อง ลดอาการบาดเจ็บ อันเพิ่มประสิทธิภาพของผลการรักษาให้มากขึ้นอีกด้วย สนในอ่าน Ultrasound-Guided Injections คลิก [คลิกลิงก์ไปที่หน้าการฉีดด้วยอัลตราซาวด์]
ข้อห้ามในการใช้ PRP:
ข้อห้ามที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด:
- การติดเชื้อที่จุดที่ฉีด
- โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น ฮีโมฟีเลีย หรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
- มะเร็งหรือการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่กำลังเกิดขึ้น
- การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร (ยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันเรื่องความปลอดภัยในผู้ป่วยกลุ่มนี้)
- โรคภูมิคุ้มกันตัวเองบกพร่อง
ข้อห้ามที่ต้องระมัดระวัง:
- การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (ต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งสำหรับยาที่รับประทานอยู่ปัจจุบัน)
- การใช้สเตียรอยด์ล่าสุด
- การติดเชื้อที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
- โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน, โรคตับ, โรคไต
ข้อจำกัด: ข้อมูลนี้เพื่อการให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระดูและข้อ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเฉพาะราย




