1. เริ่มจากการปรึกษาศัลยแพทย์
ควรทำความเข้าใจขั้นตอนการผ่าตัด รวมถึงความเสี่ยงและประโยชน์จากการผ่าตัด และปฏิบัติตามคำแนะนำ เช่น การงดอาหาร การหยุดยา หรือปรับยาที่ใช้อยู่อย่างเคร่งครัด
2. เตรียม “ร่างกาย”
ควรออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การยืดเหยียดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อช่วยในการฟื้นตัว และออกกำลังกายอื่น ๆที่ช่วยให้เคลื่อนไหวได้ดีเพื่อป้องกันอาการกล้ามเนื้อยึดหรือตึงตัว
- ข้อไหล่: เน้นการฝึกกล้ามเนื้อ rotator cuff หรือการทรงตัวของกระดูกสะบักเพิ่มเติม·
- ข้อเข่า: เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขา ยืดกล้ามเนื้อหลังขาเพิ่มเติม
3. เตรียม “ใจ”
ต้องอดทนกับระยะเวลาในการฟื้นตัวและเตรียมตัวรับมือกับอารมณ์ของตัวเองหลังการผ่าตัด เช่น ความหงุดหงิดหรือความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
4. เตรียม “บ้าน”
เตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น แผ่นประคบเย็นหรือไม้ค้ำยัน กำจัดสิ่งกีดขวางภายในบ้านเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย ไม่สะดุดล้ม อีกทั้งควรมีผู้ช่วยเหลือส่วนตัวตลอดเวลา
5. เตรียม “โภชนาการ”
ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน วิตามินซี, ดี และสังกะสี ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด
6. เตรียม “การดูแลหลังผ่าตัด”
การทำกายภาพบำบัดมีความสำคัญในการฟื้นฟูความแข็งแรงและการเคลื่อนไหวหลังการผ่าตัดเป็นอย่างมาก ศัลยแพทย์จะมีการให้ยาเพื่อจัดการกับความปวด ลดอาการบวมระหว่างพักฟื้น คุณต้องเข้ารับการตรวจติดตามผลตามนัดเสมอ เพราะศัลยแพทย์จะประเมินการฟื้นตัวของคุณอย่างต่อเนื่อง
7. เตรียม “การตรวจสุขภาพ”
ศัลยแพทย์จำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับโรคประจำตัว, ยาหรืออาหารเสริมที่คุณใช้อยู่อย่างละเอียด บางรายอาจต้องทำการตรวจเลือด, X-ray ทรวงอก หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อยืนยันว่าคุณมีสุขภาพแข็งแรงพร้อมสำหรับการผ่าตัด
8. เตรียม “อารมณ์”
ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย ฝึกปรับอารมณ์และทัศนคติที่ดีระหว่างการฟื้นตัว เนื่องจากความเจ็บปวดและข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวจะส่งผลให้คุณมีภาวะตึงเครียดได้ง่าย ดังนั้นแนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัว




