ภาวะไหล่ติด (Frozen Shoulder หรือ Adhesive Capsulitis)

ภาวะไหล่ติดเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและจำกัดการเคลื่อนไหวของหัวไหล่ที่รุนแรง สาเหตุทั่วไปเกิดจากการอักเสบและการเกิดการหนาตัวของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (capsule) ที่ห่อหุ้มข้อไหล่ ส่งผลให้เกิดพังผืดและจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่นั่นเอง

สาเหตุของภาวะไหล่ติดสามารถเกิดขึ้นหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การบาดเจ็บ: การล้ม กระแทก หรือกระดูกหักบริเวณหัวไหล่สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไหล่ติด
  • การผ่าตัด: การไม่สามารถขยับหัวไหล่ได้หลังการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดซ่อมแซมเอ็นไหล่ อาจทำให้เกิดภาวะไหล่ติดได้ หรือผู้ป่วยบางรายไม่ได้ทำกายภาพบำบัดหลังการผ่าตัดที่ถูกวิธีและต่อเนื่องตามศัลยแพทย์แนะนำ อาจก่อให้เกิดภาวะไหล่ติดได้เช่นกัน
  • โรคประจำตัว: โรคเบาหวาน โรคของต่อมไทรอยด์ และโรคหัวใจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสเกิดภาวะไหล่ติด
  • การไม่ขยับไหล่เป็นเวลานาน: การเคลื่อนไหวไหล่ที่จำกัดเป็นเวลานานหลังได้รับบาดเจ็บหรือหลังการผ่าตัดอาจทำให้ข้อไหล่แข็งตัวและเกิดภาวะไหล่ติด

สังเกตอาการของภาวะไหล่ติด ว่าท่านมีอาการดังกล่าวหรือไม่ อาทิเช่น

  • อาการปวด: เริ่มต้นจากอาการปวดเล็กน้อยแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาการปวดอาจคงอยู่ตลอดเวลาหรือปวดมากขึ้นเมื่อต้องเคลื่อนไหว
  • อาการข้อติดแข็ง: ข้อไหล่แข็งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ขยับไหล่ได้ยากในทุกทิศทาง
  • การสูญเสียช่วงการเคลื่อนไหว: การทำกิจวัตรประจำวัน เช่น เอื้อมมือขึ้นสูง หวีผม หรือสวมเสื้อผ้า อาจทำได้ยากขึ้น

ระยะของภาวะไหล่ติดสามารถแยกออกเป็น 3 ระยะได้ ดังนี้

  1. ระยะเจ็บปวด (Freezing Stage): อาการปวดและข้อติดแข็งจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ขยับข้อไหล่ได้จำกัด
  2. ระยะไหล่ติด (Frozen Stage): อาการปวดอาจลดลง แต่อาการข้อติดแข็งยังคงอยู่ ทำให้การเคลื่อนไหวถูกจำกัดอย่างรุนแรง
  3. ระยะฟื้นตัว (Thawing Stage): อาการปวดและข้อติดแข็งเริ่มดีขึ้นอย่างช้า ๆ และช่วงการเคลื่อนไหวของข้อไหล่จะกลับคืนมา

แนวทางการรักษา (จากประสบการณ์ของนายแพทย์ปรัชญา จรัตจิตวิไล, ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ)

การวินิจฉัยภาวะไหล่ติดทำได้จากอาการทางคลินิกและการตรวจเอกซเรย์ที่ไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน แนวทางการรักษามุ่งเน้นไปที่การแก้ไขวงจรของอาการปวดและข้อติดแข็ง:

1. การควบคุมอาการปวด

  • การฉีดสเตียรอยด์ (Cortisone Injection): ใช้อัลตราซาวด์นำทางเพื่อให้การฉีดแม่นยำ ช่วยบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยประมาณ 80% ภายใน 3-5 วัน
  • การจัดการโรคร่วม: หากผู้ป่วยมีภาวะเบาหวานหรือปัญหาต่อมไทรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อควบคุมโรค

2. การออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อและกายภาพบำบัด

  • หลังจากควบคุมอาการปวดแล้ว การทำกายภาพบำบัดและการออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อจะช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหว

3. วิธีรักษาขั้นสูง หากอาการปวดและข้อติดแข็งยังคงอยู่ อาจต้องพิจารณาการรักษาขั้นสูงดังต่อไปนี้:

การดัดข้อไหล่ภายใต้การดมยาสลบ (Manipulation Under Anesthesia – MUA)

  • ศัลยแพทย์จะทำการขยับข้อไหล่เพื่อทำลายพังผืดที่จำกัดการเคลื่อนไหว
  • หลังจากทำ MUA มักมีการฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบและปวด

ความเสี่ยงของ MUA:

  • กระดูกหัก: พบได้น้อย แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
  • การบาดเจ็บของเส้นประสาท: อาจทำให้เกิดอาการชาและอ่อนแรง
  • การฉีกขาดของเอ็นไหล่: อาจเกิดขึ้นหรือทำให้ภาวะเอ็นไหล่ฉีกขาดแย่ลง

หลังทำหัตถการผ่าตัด หรือการรักษาขั้นสูงอื่น ๆ  การทำกายภาพบำบัดถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาระยะการเคลื่อนไหวกลับคืนมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในไม่กี่สัปดาห์

การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อคลายพังผืด (Arthroscopic Capsular Release)

  • ใช้เครื่องมือพิเศษตัดพังผืดที่หนาตัวรอบข้อไหล่
  • วิธีนี้สามารถมองเห็นตำแหน่งของพังผืดโดยตรง ลดโอกาสเกิดซ้ำได้เป็นอย่างดี

ความเสี่ยงของการผ่าตัด:

  • การติดเชื้อ: พบได้น้อยที่แผลผ่าตัด
  • การบาดเจ็บของเส้นประสาท: อาจทำให้เกิดอาการชา
  • ข้อติดแข็งซ้ำ: อาจเกิดขึ้นในบางกรณี

การฟื้นตัวหลังการรักษา

  • การทำกายภาพบำบัดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของไหล่
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือน

การป้องกันภาวะไหล่ติด

  • ออกกำลังกายเพื่อรักษาการเคลื่อนไหวของไหล่
  • ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวานและไทรอยด์
  • หลีกเลี่ยงการจำกัดการเคลื่อนไหวนานเกินไป

หากคุณมีอาการปวดหรือข้อติดแข็ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

DR. PRATYA JARATJITWILAI

PRATYA BONE CARE

Email : pratyabonecare@gmail.com

LINE ID : pratyabonecare